Header Ads

Logo_DSI ธรรมกายวันนี้,แฉธรรมกาย Update-แถลงการณ์คดีพิเศษ-ฉบับ-ธรรมกาย-วันนี้

กองปราบบุกทลายห้องกระจก....จุดจบพระลิขิต !!!

กองปราบบุกทลายห้องกระจก....จุดจบพระลิขิต !!!

เผยความจริง ห้องกระจก อันโสมม แต่สังคมแชร์เรื่องนี้กันน้อยมาก เป็นเรื่องที่เข้าใจกันดีว่า
กรณีลิขิตสมเด็จสังฆราช สั่งโจทก์อาบัติผ่านทางตัวหนังสือ เพื่อให้เจ้าคุณธัมมชโย ให้มีความผิดปาราชิกนั้น เรื่องนี้มันมาถึงปลายทางสถานีของคนขี้โกง ที่โกหหก ลวงโลก โดยการทำพระลิขิตปลอม
เพื่อใส่ร้ายขั้วอำนาจ ที่อาจจะทำให้ตนหากินลำบาก เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้ ก็จะเห็นว่า คนปากดี นักเลงคีย์บอร์ด ในสังคม ที่เคยรุมด่าวัดดัง กันอย่างสนุกปาก จนกระทั่งความจริงปรากฎ สื่อหลายสำนัก
รวมทั้งบุคคลในสังคมบางกลุ่ม เหล่านั้น ก็ยังทำเป็นนิ่ง คนพวกนี้ คงรู้สึกอับอาย ที่โดนห้องกระจกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ ไปช่วยกระพือข่าวพระลิขิต ล้มวัดใหญ่ ทั้งๆที่ ท้ายที่สุดแล้ว มันคือ พระลิขิตปลอมนั่นเอง
 บัดนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีแล้ว ที่สังคมจะต้องทำคุณไถ่โทษ ต่อบาปกรรม ที่ทำไว้กับ ท่านเจ้าคุณธัมมชโย สังคมต้องช่วยกัน ยกประเด็นเหล่านี้ไปสู่พื้นที่สาธารณะให้มากที่สุด
_____อ้างอิงข่าว เพจศิษย์ธรรมยุต________








กองปราบบุกทลายห้องกระจก....จุดจบพระลิขิต โดยทนายวัดไทยแลนด์.

เรื่องพระลิขิต กระผมได้เล่ามานับว่าละเอียดพอควร ที่ไม่เคยรู้ถ้าติดตามก็พอจะรู้ตื้นลึกหนาบาง พอรู้แล้วก็อยากรู้ไปอีกว่ามันจบลงอีท่าไหน มีเหตุปัจจัยอะไรมาทำให้จบ เอาละขอรับ กระผมจะเล่าให้ฟัง

“การประชุมมหาเถรสมาคม ในวันจันทร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒ เวลา ๑๔.๐๐น. นายพิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนา เลขาธิการมหาเถรสมาคมได้นำเอา เอกสารที่อ้างว่าเป็นลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชรวม ๕ ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายนำเข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคม โดยกำหนดไว้เป็นวาระในการประชุม

ก่อนที่จะถึงวันประชุม ทั้งพระภิกษุ ฆราวาส ตลอดพวกกลุ่มที่เคลื่อนไหวแสดงความรักและปกป้องพระพุทธศาสนา ต่างโหมประโคมข่าว เกี่ยวกับพระลิขิตว่าจริงหรือปลอม ทางมหาเถรสมาคมจะมีมติอย่างไรกับพระลิขิต ขณะเดียวกัน ม.ล. จิตติ นพวงศ์ ช่วยงานสมเด็จพระสังฆราช ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุที่สมเด็จพระสังฆราชไม่เข้าร่วมประชุม มส. ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒ นั้นเนื่องจากทรงเห็นว่าได้ทรงทำหน้าที่ประมุขสูงสุดอย่างดีที่สุดแล้ว และรับสั่งว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจมหาเถรสมาคมที่จะตัดสินได้ตามความเหมาะสม หากพระองค์มาประชุมจะทำให้มติ มส. ไม่สมบูรณ์

เมื่อถึงวาระพิจารณา ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้วมีมติที่ ๑๙๗/๒๕๔๒ เรื่องพระดำริสมเด็จพระสังฆราช โดยมหาเถรสมาคมมีมติสนองพระดำริมาโดยตลอด แต่ให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม

หลังการประชุม เวลา ๑๗.๑๕ น. นายพิภพ กาญจนะ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม ได้แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับเรื่องดำริสมเด็จพระสังฆราช ปรากฏว่าผู้สื่อข่าวและประชาชนที่รอฟังผลไม่พอใจมติมหาเถรสมาคม หาว่ากำกวมไม่มีการชี้ชัดว่าพระธมฺมชโยยังคงเป็นพระภิกษุอยู่หรือไม่


ที่ผมต้องทบทวนเกี่ยวกับการพิจารณาพระลิขิตกรณีวัดพระธรรมกายนั้น เนื่องจากมีการสร้างกระแสกดดันมหาเถรสมาคมให้จัดการกับวัดพระธรรมกายให้เด็ดขาด แต่มหาเถรสมาคมกลับมีมติกลาง ๆ ไม่ชี้ชัดฟันธงว่า เป็นพระลิขิตปลอมหรือจริง ข้อเท็จจริงนั้นในวงการคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ท่านรู้ว่าที่มาของพระลิขิตนั้นผิดปกติ แต่ท่านก็รักษาสถานะขององค์ประมุขของสงฆ์ให้พ้นจากข้อติฉินนินทาทั้งปวง.

แต่คนบางกลุ่มไม่มีวุฒิภาวะในการรับรู้ในการต้องประคับประคององค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์ แม้มหาเถรจะมีมติดังกล่าวแล้วก็ตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ยังมีอยู่ สื่อมวลชนเสนอข่าวไปในทางที่ทำให้มหาเถรสมาคมเสียหาย พูดง่ายๆก็คือต้องการรู้ว่าเป็นพระลิขิตจริงหรือปลอม ทางฝ่ายวัดพระธรรมกายก็มิได้แสดงท่าทีอะไรกับมติ มส. คงใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ทุกอย่างจึงยังอึมครึมเสมือนท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆฝนแต่ฝนก็ไม่ตก..

ต่อมาวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ได้มีพระภิกษุจำนวน ๖ รูป ได้เดินทางไปที่สำนักงานกองปราบปราม พร้อมยื่นหนังสือแจ้งความร้องทุกข์ต่อผู้บังคับการกองปราบปราม ว่าคณะสงฆ์มีความสงสัยว่าที่อ้างว่าเป็นพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชนั้นไม่น่าเป็นไปได้ คงจะมีการทำปลอมขึ้นมา.

ขอให้สืบสวนสอบสวนดำเนินคดีเกี่ยวกับผู้ปลอมแปลงลายพระหัตถ์สมเด็จพระสังฆราช ในการแจ้งความครั้งนั้น พ.ต.ท.สมศักดิ์ ชวาลวัฒน์ ผกก. ๑ ป. เป็นผู้รับแจ้ง.
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบจำนวนหลายนายได้เดินทางไปที่วัดบวรนิเวศวรวิหาร โดยมีหมายค้นไปทำการตรวจค้นห้องสำนักงานที่ ม.ล.จิตติ นพวงศ์ ช่วยงานสมเด็จพระสังฆราชทำงานอยู่.

 ในวงการคณะสงฆ์เป็นที่รับรู้กันว่า หากจะมีข่าวใดๆที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระสังฆราช ม.ล.จิตติฯ ท่านจะเป็นผู้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนพร้อมกับเอกสาร เมื่อมีการตรวจค้นเพื่อหาเอกสารต้นฉบับที่อ้างว่าเป็นพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ปรากฏว่า ...ไม่มีเอกสารที่มีลายพระหัตถ์ตัวจริงแสดงต่อเจ้าหน้าที่...

ในช่วงนั้นหนังสือพิมพ์รายวันเสนอข่าวพาดหัวว่า กองปราบบุกทลายห้องกระจก แล้วมีรายละเอียดเพียงว่าได้พบเอกสารหลายฉบับ พร้อมเครื่องถ่ายเอกสาร มีการถ่ายภาพต่างๆเก็บเป็นหลักฐาน เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามรายละเอียดในการตรวจค้น ทางเจ้าหน้าที่ก็อ้างว่าต้องรายงานผู้บังคับบัญชาเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

หลังจากวันที่กองปราบบุกตรวจค้นห้องกระจกซึ่งกี่ยวข้องกับการออกพระลิขิตแล้ว ไม่ปรากฏพระลิขิตออกมาอีก และความคืบหน้าเกี่ยวพระลิขิตก็ไม่มีการแจ้งต่อสาธารณชนแต่อย่างใด

 ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้ที่รู้เรื่องนี้ได้ความว่า “พี่เป็นทนายความ เอกสารใด ๆ ก็ตามถ้ามีจริงก็จะต้องมีต้นฉบับ คือมีลายเซ็นต์ของเจ้าของเอกสาร เวลาขึ้นศาลก็ต้องนำเอกสารต้นฉบับเสนอศาลเท่านั้นจึงจะถือว่าเป็นเอกสารจริง แต่ถ้ามาอ้างว่าลายเซ็นต์ที่เป็นสำเนามาจากต้นฉบับจริง ศาลท่านไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้”

สมัยนี้พิมพ์ข้อความอะไรก็ได้แล้วเอาสำเนาลายเซ็นต์มาแปะถ่าย จะทำกี่ฉบับก็ได้ เมื่อไม่มีเอกสารต้นฉบับก็แสดงพิรุธจะมาอ้างว่าหาต้นฉบับไม่พบทนายว่าจะฟังขึ้นมั๊ย ทนายรู้ใหมว่ามีเอกสารที่อ้างว่าเป็นพระลิขิตอีกเป็น ๑๐๐ กว่าฉบับ ถ้าจะเอาเรื่องจริงๆก็จะกระทบกระเทือนกันหลายส่วน ดังนั้นเรื่องพระลิขิตจึงเอวังด้วยประการฉะนี้แล

แม้กรณีพระลิขิตในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายจะจบลงแล้วก็ตาม แต่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระดำริ หรือพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชก็ยังมีข่าวเกี่ยวกับการหาผลประโยชน์จากสถานะของพระองค์ ประกอบกับสมเด็จพระสังฆราชมิได้มีสถานะเพียงเป็นประมุขสงฆ์เท่านั้น พระองค์ยังมีตำแหน่งเป็นประธานมหาเถรสมาคมหรือเทียบได้กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย

เนื่องจากพระองค์มีพระชนม์อายุมากและทรงประชวร บางครั้งพระองค์ไม่ทรงรับรู้ในเรื่องราวต่างๆ แต่ผู้ใกล้ชิดก็พยายามแสดงให้เห็นว่าพระองค์รับรู้ โดยการพยักพระพักต์แต่สุขภาพของพระองค์เป็นปัญหาในการบริหารและการปกครองคณะสงฆ์ ต่อมาจึงมีการแก้ไขกฎหมายให้มีการแต่งตั้งคณะผู้ปฎิบัติงานแทนสมเด็จพระสังฆราช สมัยนั้น ดร.วิษณุ เครืองาม นี่แหละเป็นคนเสนอแก้ไขกฎหมาย ก็มีการประท้วงที่แต่งตั้งสมเด็จพุฒาจารย์ ( วัดสระเกศ ) กันพอสมควรก็คงจะได้เล่าเบื้องลึกให้ฟัง

พอมาถึงปี ๒๕๕๘ เรื่องลิขิตพระสังฆราชฟื้นคืนชีพมาอีก ก็มาอีหรอบเดิมนั่นแหละ ทำไมไม่จับพระธมฺมชโยสึกตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ได้มีการทำหนังสือให้นายกประยุทธ จันทร์โอชารับผิดชอบ

ท่านนายกท่านเคยเรียนหนังสือที่วัดนวลนรดิศ ท่านเป็นนายทหารซึ่งส่วนใหญ่ก็นับถือศาสนาพุทธท่านรู้ว่าอะไรเป็นอะไร รับเรื่องแล้วก็มอบให้รองนายกดร.วิษณุ เครืองาม รับผิดชอบ พอรู้ว่าดร.วิษณุฯ ต้องรับผิดชอบ ผมก็อดขำไม่ได้เพราะเดาออกว่าเรื่องจะไปทางไหน

พอท่านก็ส่งหนังสือสอบถามเจ้าคณะปกครองสงฆ์จังหวัดปทุมธานี พระท่านก็ตอบยืนยันว่าเรื่องมันจบแล้วไม่อาจรื้อฟื้นมาใหม่ได้ พวกที่กระเหี้ยนกระหือรือที่จะจับพระธมฺมชโยสึกก็เลยเงิบไปตามระเบียบ

ถามว่าดร.วิษณุฯ ท่านรู้ไหมว่าพระท่านจะตอบแบบนี้ ผมว่าท่านรู้นะ เพราะท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับคณะสงฆ์เป็นอย่างดี โดยเฉพาะท่านนายกพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ท่านไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับพระสงฆ์องค์เจ้า

พอคณะปฎิสังขรณ์เสนอจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ พูดง่ายๆจะออกกฎหมายให้ฆราวาสปกครองคณะสงฆ์ อ้างว่าคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคมไม่ไหวแล้วมีแต่พระแก่ไม่ทันยุคทันสมัย

ท่านนายกท่านไม่รับลูก แถมมีพระออกมาคัดค้าน ผมจะบอกอะไรให้ถ้าถึงคราวพระออกมาต้านท่านไม่กลัวหรอก อะไรจะเกิดมันก็เกิดอย่าไปคิดแทนท่าน ที่มหาเถรห้ามไว้นะถือว่าถูกต้องแล้ว ถ้าจะปรับปรุงแก้ไขอะไรก็บอกท่านเถอะ ท่านจัดการของท่านได้อย่าไปคิดแทนท่านเลย

บ้านเมืองมีเรื่องวุ่นวายมากพอแล้วอย่าไปวุ่นวายกับศาสนจักรอีกเลย เย็นเข้าไว้โยม คุณลองไปศึกษาเรื่องการปกครองสงฆ์ดูซิ พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของพุทธศาสนาท่านให้ถือเอาอาวุโสเป็นหลัก

โดยนับพรรษาที่บวชมิได้นับเอาอายุเกิด ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบันก็เพราะพระพุทธเจ้าให้ถือเอาพระธรรมเป็นตัวแทนของพระองค์ และให้พระภิกษุเคารพนับถืออาวุโสในการบวช

ไม่แยกว่าก่อนบวชเคยมีตำแหน่งในทางโลกมาเป็นเครื่องวัด เมื่อมาบวชเป็นภิกษุต้องเริ่มนับหนึ่ง กระผมเป็นเด็กวัดเห็นหลวงพ่อห้ามทัพและพวกที่ปรามาสท่านไว้ก็เริ่มเข้าใจถึงจิตใจของพระบ้างกระผมก็เบาใจ

เรื่องของศาสนจักรนั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม และพระธรรมวินัย สามารถควบคุมดูแลคณะสงฆ์ให้อยู่ในกฎกติกา

ปัจจุบันคณะสงฆ์ไทยเป็นที่ยอมรับในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ และได้มีการเผยแผ่ไปยังประเทศในแถบยุโรปมากขึ้น พระที่ไม่ดีนอกรีตก็พยายามกำจัดออกไป อย่าไปเหมารวมว่าทุกวันนี้มีแต่เรื่องเสียหาย

ที่มา เพจ ศิษย์ธรรมยุต
Cr : Thai monks

34 comments:

  1. โปรดช่วยกันรักษาคนดี

    ReplyDelete
  2. เรื่องจริงที่ต้องเปิดเผย

    ReplyDelete
  3. ธรรมวินัย..นั้นเพื่อทางสว่าง..สงบ..สะอาด..รู้..แทงตลอด..ถึงทางมรรคา..วิมุตติ..วิสุทธิญาณ..

    ReplyDelete
  4. พระลิขิต ใครหนอเป็นคนลิขิต. ลิขิตเพื่ออะไร. เจตนาอย่างไรใครอยู่เบื้องหลัง น่ารู้จริงๆ

    ReplyDelete
  5. ยิ่งพูดยิงอยากรู้ลึกไปอีก...ขอบคุณข้อมูลดีๆนะคะ

    ReplyDelete
  6. ...สาธุ ขอฟังข้อมูลจริง ขอบพระคุณเจ้าค่า

    ReplyDelete
  7. ชาวพุทธที่แท้จรืิงต้องมีหลักธรรม สังคหวัตถุสี่ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข ขอความสุขสงบจงบังเกิดแก่ปชช.ชาวไทยและประเทศชาติ

    ReplyDelete
  8. อยากให้แสดงหล้กฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมดในศาล ชาวพุทธแท้จะไม่พยายามตะแบง เพราะมันบาป

    ReplyDelete
  9. ถึงเวลาตายรู้เอง หัดนั่งสมาธิแล้วย้อนมาดูตัวเองเสียงบ้างนะจะ

    ReplyDelete
  10. ขออนุโมทนาครับ จบซักทีเนาะครับ เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธศาสนาจะได้สงบร่มเย็นซักทีครับ..!

    ReplyDelete
  11. ขออนุโมทนาครับ จบซักทีเนาะครับ เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธศาสนาจะได้สงบร่มเย็นซักทีครับ..!

    ReplyDelete
  12. สังคมไทย ต้องมีคนดี คิดดี ทำดี พูดดีให้มาก ให้โอกาสคนดีได้ทำความดี

    ReplyDelete
  13. สังคมไทย ต้องมีคนดี คิดดี ทำดี พูดดีให้มาก ให้โอกาสคนดีได้ทำความดี

    ReplyDelete
  14. สาธุ สาธุ สาธุ

    ReplyDelete
  15. คนปลอมช่างเลวชาติจริงๆ

    ReplyDelete
  16. คนปลอมช่างเลวชาติจริงๆ

    ReplyDelete
  17. ขออนุโมทนาบุญที่นำความมาชี้แจงให้อีกครั้งให้กระจ่างขึ้น สาธุ สาธุ สาธุ

    ReplyDelete
  18. ชั่ว - ดี ถูก - ผิด ใครเล่าตัดสินหรือชี้ได้
    การกระทำทั้งทางกาย วาจา ใจ ที่สมบูรณ์แล้วแห่งเจตนาของผู้กระทำนั้นต่างหากเป็นตัวชี้

    กฎหมายที่ว่าตามหลีกฐาน พยาน ล้วนอาจถูกบิดเบือนได้จากผู้ใช้อำนาจแห่งกระบวนการนั้น

    แต่กฎแห่งกรรมเที่ยงตรงเสมอ ผู้คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว (โดยเจตนา) ถึงแม้จะเต็มไปด้วยวาจาที่อ่อนหวาน กิริยาที่อ่อนช้อย หรือผู้มีกีริยา วาจาที่ไม่อ่อนน้อม เป็นที่ขัดหู ขัดตาในชนทั่วไปก็๋ตาม แต่หากเจตนาแห่งกรรมนั้นเป็นไปโดยเมตตา โดยความเห็นประโยชน์แห่งธรรม ที่สุดกรรม ย่อมส่งผลตามเจตนานั่นเป็นที่สุด

    ขอท่านทั้งหลายเพิ่งยังตนโดยความไม่ประมาทให้เป็นปกติเถิด เพื่อประโยชน์สูงสุดแห่งธรรมนั้นจะสำเร็จแก่ตน

    ReplyDelete
  19. คนเราคิดดี-พูดดี-ทำดี
    เพราะธาตุดีในตีวสั่งใหัทำความดี
    สอนตนเองได้
    คนคิดไม่ดี-พูดไม่ดี-ทำไม่ดี
    เพราะธาตุดีไม่มี...
    สอนตนเองให้ทำความดีไม่ได้

    ReplyDelete
  20. คนที่ฝึกฝนอบรมตนเองได้
    เอาธรรมะมาปฏิบัติได้...นับว่าเป็นบัณฑิต
    คนที่รู้-ไม่รู้-ไม่ฝึกฝนอบรมตนเอง
    ไม่เอาธรรมมาปฏิบัติ...นับว่าเป็นคนพาลจ้า

    ReplyDelete
  21. คนที่ฝึกฝนอบรมตนเองได้
    เอาธรรมะมาปฏิบัติได้...นับว่าเป็นบัณฑิต
    คนที่รู้-ไม่รู้-ไม่ฝึกฝนอบรมตนเอง
    ไม่เอาธรรมมาปฏิบัติ...นับว่าเป็นคนพาลจ้า

    ReplyDelete
  22. คนที่ฝึกฝนอบรมตนเองได้
    เอาธรรมะมาปฏิบัติได้...นับว่าเป็นบัณฑิต
    คนที่รู้-ไม่รู้-ไม่ฝึกฝนอบรมตนเอง
    ไม่เอาธรรมมาปฏิบัติ...นับว่าเป็นคนพาลจ้า

    ReplyDelete
  23. คนที่ฝึกฝนอบรมตนเองได้
    เอาธรรมะมาปฏิบัติได้...นับว่าเป็นบัณฑิต
    คนที่รู้-ไม่รู้-ไม่ฝึกฝนอบรมตนเอง
    ไม่เอาธรรมมาปฏิบัติ...นับว่าเป็นคนพาลจ้า

    ReplyDelete
  24. คนเราคิดดี-พูดดี-ทำดี
    เพราะธาตุดีในตีวสั่งใหัทำความดี
    สอนตนเองได้
    คนคิดไม่ดี-พูดไม่ดี-ทำไม่ดี
    เพราะธาตุดีไม่มี...
    สอนตนเองให้ทำความดีไม่ได้

    ReplyDelete
  25. บาปหนา ทำได้ยังไง เปรตตัวเป็นๆ นะนี่!!!

    ReplyDelete
  26. บาปหนา ทำได้ยังไง เปรตตัวเป็นๆ นะนี่!!!

    ReplyDelete
  27. ใครก็ตามที่หลงเจ้าใจผิดและได้กระทำการใดๆ ที่ไม่เหมาะสม เมื่อได้รู้ความจริงแล้ว กรุณาปรับความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้อง การกระทำทุกอย่างที่กระทำลงไปจะย้อนคืนมาหาผู้กระทำ การขอขมาขออโหสิกรรมเป็นทางออกที่ดี

    ReplyDelete
  28. จบสักทีเถิด อย่าได้ก่อเวรต่อไปอีกเลย สาธุ

    ReplyDelete
  29. อย่าปล่อยให้คนพาล เข้ามาหาประโยชน์กับทางพระเถระสมาคม และพระในตำแหน่งสำคัญๆ ต้องกำจัดเหลือบลิ้นไร

    ReplyDelete
  30. สัจจธรรมเป็นธรรม อันประเสริฐ ความจริงย่อมเป็นความจริงเสมอ ธรรมะย่อมชนะอธรรมจริงแท้แน่นอน

    ReplyDelete
  31. สัจจธรรมเป็นธรรม อันประเสริฐ ความจริงย่อมเป็นความจริงเสมอ ธรรมะย่อมชนะอธรรมจริงแท้แน่นอน

    ReplyDelete
  32. พฤติกรรมส่อเจตนาคน กรรมจำแนกสัตว์โลก
    สิ่งที่มนุษย์ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ก็ตรงที่มนุษย์
    มีศีล 5 ในพระพุทธศาสนา

    ReplyDelete

Powered by Blogger.