Header Ads

Logo_DSI ธรรมกายวันนี้,แฉธรรมกาย Update-แถลงการณ์คดีพิเศษ-ฉบับ-ธรรมกาย-วันนี้

พระพุทธเจ้าทรงช่วยเหลือคนจน ให้รวยด้วยวิธีนี้นะ รู้ยัง^^

พระพุทธเจ้าทรงช่วยเหลือคนจน ด้วยวิธีนี้นะ รู้ยัง^^

ในสมัยพุทธกาล..เมืองสาวัตถี มีพราหมณ์ชื่อ จูเฬกสาฎก กับภรรยา มีฐานะยากจนมาก มีผ้านุ่งคนละผืน แต่มีผ้าห่มคลุมกายเพียงผืนเดียว เวลาจะออกไปนอกบ้าน ต้องออกคนละเวลา เพราะต้องผลัดกันใช้ผ้าห่มผืนเดียวกันนั้น

วันหนึ่ง พราหมณ์ผู้สามี ไปฟังธรรมกับพระพุทธเจ้า ก็มีศรัทธาอย่างยิ่งยวด อยากถวายผ้าห่มผืนเดียวนั้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แต่ความตระหนี่ได้เข้าขัดขวาง  ตลอดยามแรกและยามที่สอง พอถึงยามที่สามเขาก็สามารถเอาชนะความตระหนี่ได้ และได้ถวายผ้าห่มผืนเดียวนั้นแด่พระศาสดา พร้อมเปล่งอุทานออกมา 3 ครั้งว่า “ ชิตํ เม, ชิตํ เม, ชิตํ เม, แปลว่า เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว” หมายถึง..ชนะความตระหนี่ได้แล้ว

อานิสงส์ของทานของพราหมณ์นี้..ได้ผลทันตา เมื่อพระเจ้าปสนทิโกศล ซึ่งประทับนั่งทรงธรรมอยู่ ณ ที่นั้นด้วย ทรงสดับคำเปล่งอุทานเช่นนั้น ก็รับสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปสอบถาม เมื่อทรงทราบความจริงแล้ว เห็นว่า พราหมณ์คนนี้ ทำในสิ่งที่ทำได้ยาก พระราชาเลื่อมใสในหัวใจพราหมณ์มากๆ จึงได้พระราชทานสิ่งของมากมายแก่พราหมณ์จูเฬกสาฎกนั้น

จากเรื่องนี้...
พระพุทธเจ้าช่วยคนจนโดยการเทศน์โปรดจูเฬกสาฎกทั้งคืนจนถึงเช้า...รอคอยจนกระทั่งพราหมณ์ยอมตัดตระหนี่ถวายผ้าผืนนั้น  ความตระหนี่กับศรัทธาต่อสู้รบกันตลอดเวลา...

เมื่อดวงจิตคิดจะทำบุญกุศลเพียง1ดวง...จะมีดวงบาปอกุศลถึง1,000 ดวงมาขัดขวางให้เราไม่ทำบุญกุศลนั้น  จูเฬกสาฎกพราหมณ์ก็เช่นกัน...

คิดจะถวายทานตั้งแต่แรก...แม้มีแค่ผ้าผืนเดียวเป็นไทยธรรม แต่จิตมีกังวล ตัดใจยังไม่ได้สักที  จะทำบุญดี หรือไม่ทำดี  ถ้าถวายแล้วเราจะมีผ้าห่มใช้ไหม..ภรรยาเราอีกล่ะ...กุศลกับอกุศล 1:1,000 สู้กันทั้งคืน จนในที่สุดเอาชนะความตระหนี่ ถวายผ้าแด่พระพุทธเจ้าก็ในยามสุดท้ายแล้ว

พระพุทธเจ้าคงไม่ได้ปรารถนาผ้าห่มคลุมกายเก่าๆผืนเดียวของพราหมณ์แน่นอน เพราะได้รับไปก็คงไม่ได้ใช้เอง แต่ที่พระองค์ทำ คือการฆ่าและการเอาชนะความตระหนี่ที่ห่อหุ้มจิตใจของพราหมณ์นั่นเอง

นี่คือวิธีที่พระพุทธองค์ ช่วยให้ชาวโลกพ้นจากความอดอยาก ยากจนข้ามชาติ !!!

อีกทั้งยังทรงตรัสสอนภิกษุในภายหลังอีกว่า ถ้าพราหมณ์ได้บูชาพระศาสดาตั้งแต่ในตอนยามต้นๆ จะได้ทรัพย์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก

 "ภิกษุทั้งหลาย ถ้าจูเฬกสาฎกสามารถถวายแก่เราในปฐมยามได้ เขาจักได้สรรพวัตถุ อย่างละ 16

ถ้าสามารถถวายในมัชฌิมยามก็จักได้สรรพวัตถุ อย่างละ 8 แต่นี่เขาถวายในปัจฉิมยาม จึงได้อย่างละ 4 เท่านั้น

ความจริงกรรมดีที่คนทำไม่ให้จิตที่เกิดขึ้นเลื่อมใสเสีย ควรทำในทันทีนั่นเอง ด้วยว่า กุศลที่บุคคลทำช้า เมื่อให้สมบัติก็ให้ช้าเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงควรทำกรรมดีในเวลาที่เกิดความคิดขึ้นนั่นแหละ"

ดังตรัสพระคาถาว่า

อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ
ปาปา จิตฺตํ นิวารเย
ทนฺธํ หิ กรโต ปุญญํ
ปาปสฺมึ รมตี มโนฯ

 "บุคคลพึงรีบขวนขวายในความดี พึงห้ามจิตเสียจากความชั่ว เพราะว่าเมื่อบุคคลทำความดีช้าอยู่ ใจจะยินดีในความชั่วเสียก่อน"

ดังนั้น...เมื่อเราจะทำความดีอะไรสักอย่าง..เช่น ทำบุญทอดกฐิน ให้เรารีบทำทันที มิฉะนั้น อกุศลจิตจะได้ช่องแทรกเข้าขัดขวาง เหนี่ยวรั้งเกิดความลังเล ศรัทธาแรงกล้าจะค่อย ๆ ลดความแรงลง
เดิมทีที่คิดจะทำมากก็คิดทำน้อย และที่คิดจำทำน้อยก็ไม่ทำเลย

บุญทอดกฐิน บุญใหญ่ที่สุดแห่งปี มาทำบุญทอดกฐินให้ได้บุญดั่งจูเฬกสาฎกพราหมณ์...
***ทุกคนจะพ้นจากความลำบากยากจน ด้วย
"การให้ทาน"**นั่นคือการตัดความตระหนี่ในใจ***


อ้างอิง: จูเฬกสาฎกพราหมณ์ พระสุตตันตปิฎก อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรค

No comments

Powered by Blogger.